การดูแลสวนในบ้าน : กุหลาบ
ลีลาวดี

ชวนชม

กุหลาบ
ลักษณะของกุหลาบ

การดูแลรักษา

โรคที่สำคัญ
แมลงศัตรูที่สำคัญ

มะลิ

อโกลนีมา

คลินิคต้นไม้
 

 

 

กุหลาบ (Rose) เป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม สีและสายพันธุ์ที่หลากหลาย ในแถบยุโรปดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความหมาย แทนใจที่มอบให้แก่กัน ในขณะที่ประเทศจีน ดอกกุหลาบถือเป็นไม้ดอกที่หมายถึงการอวยพรให้มีสันติสุข ร่มเย็นตลอดปีและตลอดไป  สำหรับคนไทยเชื่อว่าบ้านใดที่ปลูกกุหลาบไว้ประจำบ้าน โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกจะทำให้คนในบ้านเกิดความสง่างามและมีความภาคภูมิ เพราะความงามของกุหลาบเวลาชูช่อเบ่งบานนั้นสวยงาม โดดเด่น จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งไม้ดอก”

 

            ดอกกุหลาบจัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก บางสายพันธุ์ก็เป็นไม้เลื้อยเถา ลำต้นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามอยู่รอบ ๆ แต่บางสายพันธุ์อาจจะไม่มีหนาม ยอดอ่อนมีสีแดง พอแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวสด มีทั้งที่เป็นดอกเดี่ยวและดอกช่อ กลีบดอกมีทั้งชนิดชั้นเดียวและหลายชั้น ทั้งลำต้น ดอก และใบ แตกต่างกันตามสายพันธุ์

 

1.ดิน : กุหลาบชอบดินร่วนซุย หากปลูกในกระถาง วัสดุปลูกควรประกอบไปด้วย ดิน:ปุ๋ยคอก : ปุ๋ยหมักหรือแกลบดิบ อัตราส่วน 1 : 1 : 2 ในวัสดุปลูกอาจจะผสมปุ๋ยเม็ดละลายช้า เช่น ออสโมโค้ท สูตร 14-14-14 เพิ่มเข้าไปด้วยก็ได้

Tips : 
-  กุหลาบที่ปลูกไว้ในกระถางควรเปลี่ยนดินทุกปี
- เมื่อใส่ดินลงในกระถางแล้ว ควรรดน้ำให้ชุ่ม เพื่อให้ดินกระชับราก กดดินให้แน่น แต่อย่าแน่นจนน้ำซึมผ่านไม่ได้
 

2.การให้น้ำ : ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน กุหลาบชอบน้ำปานปลาง จึงควรรดน้ำพอให้ดินชุ่มชื้น ในช่วงที่มีแสงแดดอ่อน ๆ ไม่ควรรดน้ำหลัง 15.00 น.เพราะใบที่เปียกและดินชื้นตลอดทั้งคืนจะทำให้กุหลาบเป็นโรคได้

3.แสงแดด : ควรปลูกกุหลาบไว้ในที่โล่งแจ้ง เพราะกุหลาบบชอบแสงแดดจัด ควรตั้งกระถางหรือปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

4.การใส่ปุ๋ย : หลังเริ่มปลูกใหม่ ๆ ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-0-0 หรือ 25-7-7  หลังจากนั้นจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวกลางต่ำ ตัวหลังสูง เช่น 15-5-20 หรือ 21-9-24 ควรใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท สูตร 14-14-14 โรยรอบโคนต้น โดยกระถางขนาด 5 นิ้ว ใช้อัตรา 5 กรัม(1 ช้อนชา)  กระถางขนาด 10 นิ้ว ใช้อัตรา 10 กรัม(2 ช้อนชา) และกระถางขนาด 20 นิ้ว ใช้อัตรา 20 กรัม(4 ช้อนชา)หลังปลูก
 
 

1.โรคใบจุดสีดำ (Black spot) เกิดจากเชื้อรา  Marssonina rosae (Lib) Lind. แผลจะมีลักษณะเป็นจุดกลมสีน้ำตาลหรือสีดำ โดยเฉพาะบนใบแก่ และจะพบเส้นใยขนาดเล็กกระจายอยู่ภายในจุดดำ  ใบจะเหลืองและร่วงโดยจะจะเริ่มจากใบล่างขึ้นสู่ยอด ทำให้ต้นกุหลาบชะงักการเจริญเติบโต ไม่ออกดอก และต้นโทรม มักพบการระบาดในช่วงที่มีความชื้นสูง หรือฤดูฝน

การป้องกันกำจัด หากเริ่มพบเห็นใบที่เป็นโรค ควรตัดกิ่งหรือใบที่เป็นโรคทิ้งให้หมด แล้วนำไปทำลายนอกแปลง โดยการเผาไฟ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสปอร์เชื้อราสาเหตุของโรคได้ หลังจากนั้นควรฉีดพ่นด้วย ซาพรอล  อัตรา 4-5 ซีซี. (1 ช้อนชา) ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นห่างกัน 7 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง หรือฟังกูราน อัตรา 2-3 กรัม (3/5 ช้อนชา) ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นห่างกัน 7 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง

Tips : ควรนำต้นกุหลาบไปไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และมีแสงแดดเพียงพอ

 

2.โรคราแป้ง (Powdery mildew) เกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย โยสังเกตจากใบกุหลาบจะมีฝุ่นผงแป้งสีขาวเคลือบอยู่ทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ส่วนที่ราสีขาวจีบอยู่จะโป่งพองออก มีลักษณะเป็นคลื่นหงิกงอขึ้นลง มักเกิดบริเวณใบและยอดของกุหลาบ บางครั้งอาจจะลุกลามไปที่ดอกอ่อนได้ ต่อมาใบจะเหลืองและหลุดร่วงในที่สุด ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต และทรุดโทรม

การป้องกันกำจัด
-การรดน้ำเป็นประจำจะช่วยลดการระบาดของโรคราแป้งได้
-หากพบการระบาดมาก ควรฉีดพ่นด้วย ซาพรอล อัตรา 4-5 ซีซี. (1 ช้อนชา)ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง หรือจนกว่าอาการของโรคจะหมดไป

 
 

1.หนอนเจาะดอก และหนอนกินใบ
มักเป็นปัญหาที่พบบ่อยสำหรับผู้ปลูกกุหลาบ เกิดจากหนอนผีเสื้อ กลางคืนหลายชนิด เข้ามากัดกินทำลายเนื้อใบด้านล่าง จนใบโปร่งใส หรือเป็นรูแหว่ง  ส่วนหนอนเจาะดอก ตัวผีเสื้อจะเข้าไป วางไข่ บนกลีบดอกด้านนอก และเมื่อไข่ฟักเป็นตัว หนอนจะเข้าจะเจาะเข้ากัดกินทำลายดอกเสียหาย

การป้องกันกำจัด
- หากพบการระบาดของหนอนในปริมาณที่ไม่มาก ให้ใช้วิธีบี้ให้ตายหรือจับหนอนออกจากต้นแล้วนำไปทำลาย ให้ห่างจากแปลงปลูกหรือกระถางปลูก

                       

-  หากพบการระบาดในปริมาณมาก ควรใช้ ไปน๊อกซ์  อัตรา 7-8 ซีซี.(1-1.5 ช้อนชา) ต่อน้ำ 5 ลิตร  ฉีดพ่นให้ทั่วต้นกุหลาบ หรือใช้ เซนทารี อัตรา  12-15 กรัม (1-1.5 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นกุหลาบ

2.เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็กมาก มีสีเทาจนถึงสีดำ ชอบอาศัยอยู่ตามซอกกลีบ และชอบดูดน้ำเลี้ยงจากดอกตูม ดอกบาน ยอดอ่อน และใบ กลีบดอกที่ถูกเพลี้ยไฟทำลายมีอาการลายด่างสีขาว ควรระมัดระวังโดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศแห้ง

การป้องกันกำจัด
-  หมั่นตรวจสอบต้นชวนชมอย่างสม่ำเสมอ  ในช่วงที่อากาศแห้ง หรือฝนทิ้งช่วงนาน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อนและมีความชื้นสูง
-  หากพบการระบาดควรฉีดพ่นด้วย  แจคเก็ต อัตรา 5 ซีซี (1 ช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร  ฉีดพ่นให้ทั่วต้น  ทุก 5-7 วัน  ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง  จนสังเกตว่าไม่พบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟแล้ว

 

 

Copyright 2009 by sotus.co.th All rights Reserved Free counter and web stats  
บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด อาคารโซตัส เลขท่ี 77 เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120