<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โรคสำคัญของส้ม Archives - บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</title>
	<atom:link href="https://www.sotus.co.th/site/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.sotus.co.th/site/tag/โรคสำคัญของส้ม/</link>
	<description>บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตระหว่างนำเข้า-ส่งออก. และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (สารกำจัดศัตรูพืช) ปุ๋ย ฮอร์โมน และธาตุอาหารเสริม.</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 Jun 2024 08:27:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2017/06/cropped-logo-sotus-1-2-32x32.png</url>
	<title>โรคสำคัญของส้ม Archives - บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</title>
	<link>https://www.sotus.co.th/site/tag/โรคสำคัญของส้ม/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title></title>
		<link>https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b9%2580</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin Sotus]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Mar 2019 13:22:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความเเละงานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[อาการขาดธาตุ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสำคัญของส้ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.sotus.co.th/site/?p=4702</guid>

					<description><![CDATA[<p>            เนื่องจากส้มเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารที่รู [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-4702"  class="panel-layout" ><div id="pg-4702-0"  class="panel-grid panel-no-style" ><div id="pgc-4702-0-0"  class="panel-grid-cell" ><div id="panel-4702-0-0-0" class="so-panel widget widget_sow-editor panel-first-child panel-last-child" data-index="0" ><div
			
			class="so-widget-sow-editor so-widget-sow-editor-base"
			
		>
<div class="siteorigin-widget-tinymce textwidget">
	<h4></h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-4708 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/head-ส้ม-2.1-840x473.jpg" alt="" width="863" height="486" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/head-ส้ม-2.1-840x473.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/head-ส้ม-2.1-768x432.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/head-ส้ม-2.1.jpg 1280w" sizes="(max-width: 863px) 100vw, 863px" /></h4>
<h4>            เนื่องจากส้มเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารที่รู้บทบาทและหน้าที่ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและกิจกรรมต่างๆ ครบทั้ง 16 ธาตุ เช่นเดียวกับไม้ผลและพืชอื่นๆ ธาตุอาหารพืชเหล่านี้ประกอบด้วย คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ที่พืชได้จากน้ำ (H<sub>2</sub>O) และอากาศ (CO<sub>2</sub>, O<sub>2</sub>) ส่วนที่เหลืออีก 13 ธาตุ ซึ่งมีอยู่ในดินและอาจมีในอากาศในปริมาณมากน้อยแตกต่างกันในดินและในแต่ละพื้นที่ สามารถแบ่งออกเป็นธาตุหลัก 6 ธาตุ ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และพืชต้องการในปริมาณที่มาก คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โปตัสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถันหรือซัลเฟอร์ (S) และธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุอีก 7 ธาตุ ที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อย แต่พืชจะขาดธาตุเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน คือ สังกะสีหรือซิงค์ (Zn) แมงกานีส (Mn) เหล็ก (Fe) ทองแดงหรือคอปเปอร์ (Cu) โบรอน (B) โมลิบดีนั่ม (Mo) และคลอรีน (Cl)</h4>
<h4>              ดังกล่าวแล้วว่าธาตุอาหารเหล่านี้ปกติจะมีอยู่ในน้ำ อากาศ และดิน แต่อาจมีในปริมาณที่น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช และในบางพื้นที่อาจมีบางธาตุในปริมาณมากจนเกิดเป็นความเป็นพิษ (Toxic, Phytotoxicity) กับพืชได้เช่นกัน ดังนั้นเกษตรกรและผู้ปลูกจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการธาตุอาหารอย่างยิ่ง เพื่อให้การเพาะปลูกพืชประสบความสำเร็จ โดยต้นพืชมีการเจริญที่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภค และให้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุน</h4>
<h4>              สำหรับไม้ผลเกือบทุกชนิด ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ ชมพู่ ฝรั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พืชตระกูลส้ม จะมีความอ่อนแอต่อการขาดธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และเหล็ก ต้นส้มที่ขาดธาตุอาหารต่างๆ จึงมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ต้นแคระแกร็น ใบมีขนาดเล็กลง มีสีเขียวซีดหรือด่างเหลืองในแบบต่างๆ กัน ให้ผลผลิตลดน้อยลง ผลมีขนาดเล็ก เปลือกผลบางผิดปกติ ผลมักหลุดร่วงง่าย มีรสชาติจืดไม่เป็นที่ต้องการของตลาด</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-4697" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-1-840x96.jpg" alt="" width="753" height="86" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-1-840x96.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-1-768x88.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-1-1600x183.jpg 1600w" sizes="(max-width: 753px) 100vw, 753px" /></h4>
<h4><strong>1.การขาดธาตุแมกนีเซียม (Magnesium deficiency)</strong></h4>
<h4><strong>            ธาตุแมกนีเซียม</strong> (Magnesium, Mg) เป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลผลิต เนื่องจากเป็นธาตุองค์ประกอบของสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) ของพืช หากต้นส้มขาดธาตุแมกนีเซียมหรือได้รับไม่เพียงพอ จะทำให้สีของใบเหลือง ไม่เขียวเข้ม ใบมีสีเหลืองโดยเส้นกลางใบและพื้นที่ใบบริเวณโคนใบมีสีเขียวเป็นรูปลิ่มหรือตัววี (V) หัวกลับ ต้นส้มที่ขาดธาตุแมกนีเซียม มักแสดงอาการขาดอย่างชัดเจนที่ใบแก่หรือใบที่อยู่ล่างๆของกิ่ง ใบส้มมีอายุสั้นกว่าปกติ จึงเหลืองและมีอายุสั้น หลุดร่วงง่าย ผลมักมีขนาดเล็กลง ขนาดผลไม่สม่ำเสมอในแต่ละต้น</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-4694 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mg-840x560.jpg" alt="" width="488" height="325" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mg-840x560.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mg-768x512.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mg-1600x1067.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mg-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 488px) 100vw, 488px" /></h4>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>2.การขาดธาตุแคลเซียม</strong> <strong>(Calcium deficiency)</strong></h4>
<h4><strong>            ธาตุแคลเซียม</strong> (Calcium, Ca) เป็นธาตุองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์พืช จึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เซลล์พืชแข็งแรง  เป็นธาตุที่มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของต้นพืช ช่วยส่งเสริมการนำธาตุไนโตรเจนจากดินมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น  และจัดเป็นธาตุที่มีความจำเป็นอย่างมากในระยะออกดอกและระยะที่สร้างเมล็ด เพราะธาตุแคลเซียมจะมีส่วนในการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในต้นพืช เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลและเมล็ดต่อไป<br />
อาการของพืชที่ขาดแคลเซียมโดยทั่วไปจะพบมากในบริเวณยอดและปลายราก ยอดอ่อนจะแห้งตาย ใบมักมีการม้วนงอไปข้างหน้าและขาดเป็นริ้ว ๆ ซึ่งจะเกิดที่ใบอ่อนก่อน สำหรับในส้มสายน้ำผึ้งและส้มโอที่ขาดธาตุแคลเซียม จะพบว่าผลส้มจะเกิดรอยแผลปริแตกตรงบริเวณก้นผล หากเป็นมากจะทำให้เปลือกผลปริแตกจากก้นผลขึ้นมา เปลือกผลจากส่วนกลางผลถึงก้นผลจะมีความหนาที่บางกว่าส่วนกลางผลถึงขั้วผล การขาดธาตุแคลเซียมมักพบในดินเปรี้ยวหรือดินเป็นกรด สามารถเป็นแก้ไขโดยการใส่ปูนขาว หินปูนบด หินปูนเผา เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือการใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน และการพ่นธาตุแคลเซียมให้ทางใบ</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-4695 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Ca-840x560.jpg" alt="" width="491" height="327" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Ca-840x560.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Ca-768x512.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Ca-1600x1067.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Ca-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 491px) 100vw, 491px" /></h4>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>3.การขาดธาตุสังกะสี </strong> <strong>(Zinc deficiency</strong><strong>)</strong></h4>
<h4><strong>            ธาตุสังกะสี</strong> (Zinc, Zn) มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและการทำหน้าที่ของฮอร์โมนพืช พืชที่ขาดธาตุสังกะสีจะมีการสร้างปริมาณฮอร์โมน IAA ในตายอดลดลง ทำให้ตายอดและข้อปล้องไม่เจริญและขยายตัวนอกจากนี้ธาตุสังกะสียังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของเอ็นไซม์หลายชนิดของพืชในการสังเคราะห์แสงและการสร้างอาหาร จึงมีผลกระทบต่อการสร้างส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช ต้นส้มที่ขาดธาตุสังกะสีหรือได้รับสังกะสีไม่เพียงพอกับความต้องการ จะแสดงอาการผิดปกติคือ ใบส้มจะมีสีเขียวซีดหรือเปลี่ยนเป็นสีเหลืองโดยที่เส้นกลางใบและเส้นแขนงมีสีเขียว โรคที่เกิดจากการขาดธาตุสังกะสีมักเกิดจากการที่ต้นส้มได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ หรือต้นส้มไม่สามารถดูดธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินไปใช้ประโยชน์ได้ การปรับปรุงสภาพและคุณสมบัติของดินปลูกให้อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมโดยการใช้อินทรียวัตถุ การให้ธาตุอาหารอย่างสมดุลและเพียงพอแก่ต้นส้มทั้งทางดินและทางใบในปริมาณที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันและแก้ไขโรคนี้ได้</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-medium wp-image-4696 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Zn-840x261.jpg" alt="" width="840" height="261" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Zn-840x261.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Zn-768x239.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Zn-1600x498.jpg 1600w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></h4>
<p>&nbsp;</p>
<h4><strong>4.การขาดธาตุแมงกานีส (Manganese deficiency)</strong></h4>
<h4><strong>            ธาตุแมงกานีส</strong> (Manganese, Mn)  เป็นธาตุที่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของใบ เนื่องจากมีบทบาทเกี่ยวข้องในการสังเคราะห์แสง เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ในต้นพืช และยังควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็กและไนโตรเจนในต้นพืชอีกด้วย<br />
ต้นส้มที่ขาดธาตุแมงกานีสมักสังเกตได้ที่ใบ ใบส้มจะมีสีเหลือง ๆ ส่วนเส้นใบจะเขียวอยู่ปกติ มองดูคล้ายร่างแหสีเขียวบนแผ่นใบที่มีสีเหลือง โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเป็นจุดขาว ๆ หรือจุดเหลืองที่ใบ ต้นส้มมักมีการเจริญเติบโตโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ พุ่มต้นโปร่งผิดปกติไม่สมบูรณ์เท่าทีควร<br />
ต้นส้มที่แสดงอาการขาดธาตุแมงกานีสมักให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำกว่าปกติ หากเป็นส้มสายน้ำผึ้งหรือส้มเขียวหวาน สีของเนื้อจะเหลืองซีด รสชาติมักจืด ในการป้องกันแก้ไขการขาดธาตุแมงกานีสนอกจากการดูแลให้ดินปลูกมีความอุดมสมบูรณ์แล้ว การพ่นอาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีสให้ทางใบจะช่วยแก้ไขปัญหาของการขาดได้</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4699 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mn-840x228.jpg" alt="" width="840" height="228" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mn-840x228.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mn-768x208.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/Mn-1600x434.jpg 1600w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></h4>
<h4></h4>
<p>&nbsp;</p>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-4698 alignnone" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-2-840x121.jpg" alt="" width="576" height="83" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-2-840x121.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-2-768x110.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-2-1600x230.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/03/หัวข้อ-2.jpg 1992w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></h4>
<h4 style="text-align: left;">1.ควรมีการตรวจวิเคราะห์ดินปลูกในแปลงปลูกส้มอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และมีการจัดการดินปลูกตามความต้องการของต้นส้ม หรือตามคำแนะนำของนักวิชาการด้านปฐพีวิทยา</h4>
<h4>2.การปรับปรุงสภาพและคุณสมบัติของดินปลูกให้อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นส้มโดยการใช้อินทรียวัตถุ  และการปรับความเป็นกรดด่างของดิน (Soil pH) ให้มีค่าประมาณ 5.5-6.5</h4>
<h4>3.การให้ธาตุอาหารอย่างสมดุลและเพียงพอแก่ต้นส้ม จะสามารถป้องกันและแก้ไขโรคนี้ได้</h4>
<h4>4.หากต้นส้มแสดงอาการขาดธาตุอาหาร ควรพ่นอาหารเสริมที่มีธาตุอาหารนั้นๆ ให้ทางใบ จะช่วยแก้ไขการขาดได้อย่างรวดเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อความต้องการของพืช</h4>
<h4></h4>
<hr />
<h4><strong>สนใจข้อมูล หรือ ความรู้เพิ่มเติมด้านการเกษตรสามารถเข้าไปดูได้ที่</strong></h4>
<h4><strong>Line@ ID:</strong> <a href="https://goo.gl/oezFiy?fbclid=IwAR0a1AHwF3HO1KQhyllzYB2rDH-89sR1tgzwEXKWhPOg7ryFjwfP3uRjxEU" target="_blank" rel="noopener nofollow" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;-U&quot;}" data-lynx-mode="async" data-lynx-uri="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fgoo.gl%2FoezFiy%3Ffbclid%3DIwAR0a1AHwF3HO1KQhyllzYB2rDH-89sR1tgzwEXKWhPOg7ryFjwfP3uRjxEU&amp;h=AT1_7jZqWZS4XV_G38GR6Zwhv4gs37f-uMWRekFBniarxypBzaC28dbOl-6oMU65e5Mola1k5zszYxgE0Gzrbj-tp9mvJLQpy5aJzJ18SPoDUroSSDhfIL22jpI6yAOpXYuFxnXpaTh7Om-pGe15QbWYZxNVlNSJzdU3eR07aEVu006JzlnDaEHuIi6sevGKMQfBxrStHo800uv88Z0R28QY0TxPZB3I4S_9fjyd4HOMRe0uVf-ctWMADGmiy4sGOf3HQFSfPG4mrOanv7eUteqCW0z3eltmInaidcyi2YxoyOkP4tmZeSlagjDc9j6A4NQ8uecUDK7ssxBnMNJ2W6V4557qi7K6irWyayIPIHvHKZIPOWstdJ_bxtvlobUL8aEkPNJnR4dYNIlr9ZnxgQGyUg9Nn-mJceT2BFmYzgfeotGlDGUhFTk8eAs_cqlnX-fubV4P6kp0LNO_WEMrVkht54XKLctW-cz8eDpiYqqPet9qu4HDgj00UARbszPQSzHMya7d2KrSWgBF6H2cuV9Pyfsdq_MTL--4T6LCQ0e8ZtOTw3rlRHLrdzmn1F8AO98SBo9SHifWvmdpzQE2jkWLjvdE1Ik_sFCkFDOW7XKojlUFjreDLZPdQnNeq_EJJdjIu3XIwedmpzivUE8cxrrxMOvexcXxr9oeyvsZMxhjy3k2LLQdXQ">goo.gl/oezFiy</a> หรือ พิมพ์ @sotus</h4>
<h4><strong>Facebook :</strong> <a class="yt-simple-endpoint style-scope yt-formatted-string" spellcheck="false" href="https://www.youtube.com/redirect?v=ZK1hE0z065k&amp;event=video_description&amp;redir_token=j6xwnzHILRuKHV96T5eNwNTZ7KF8MTU1NjAwOTkzMUAxNTU1OTIzNTMx&amp;q=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fsotus.int%2F" target="_blank" rel="nofollow noopener">https://www.facebook.com/sotus.int/</a></h4>
<h4><strong>Youtube :</strong><a href="https://www.youtube.com/channel/UCr0T_masJxA8_h5Y9xM5vdw"> https://www.youtube.com/channel/UCr0T_masJxA8_h5Y9xM5vdw</a></h4>
</div>
</div></div></div></div></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title></title>
		<link>https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a1-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-3</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin Sotus]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jan 2019 14:34:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความเเละงานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสำคัญของส้ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.sotus.co.th/site/?p=3686</guid>

					<description><![CDATA[<p>          โรคสำคัญที่พบว่าระบาดทำลายและทำให้เกิดความเสี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-3686"  class="panel-layout" >
<div id="pg-3686-0"  class="panel-grid panel-no-style" >
<div id="pgc-3686-0-0"  class="panel-grid-cell"  data-weight="1" >
<div id="panel-3686-0-0-0" class="so-panel widget widget_sow-editor panel-first-child panel-last-child" data-index="0" data-style="{&quot;background_image_attachment&quot;:false,&quot;background_display&quot;:&quot;tile&quot;}" >
<div class="so-widget-sow-editor so-widget-sow-editor-base">
<div class="siteorigin-widget-tinymce textwidget">
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3688 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-5-840x560.jpg" alt="" width="780" height="520" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-5-840x560.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-5-768x512.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-5-1600x1067.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-5-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></h4>
<h4>          โรคสำคัญที่พบว่าระบาดทำลายและทำให้เกิดความเสียหายกับพืชตระกูลส้ม ไม่ว่าจะเป็นส้มโอ ส้มเขียวหวาน ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มเช้ง มะนาว ซึ่งได้แก่ โรคแคงเกอร์ โรคใบเปื้อนน้ำหมากหรือโรคเมลาโนส  และ โรครากเน่าและโคนเน่า (มีรายละเอียด ใน โรคสำคัญของส้ม ตอนที่ 1) ยังคงมีโรคสำคัญที่พบระบาดทำลายพืชตระกูลส้มและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  คือ โรคสแค็บ โรคผลร่วงหรือโรคขั้วผลเน่า และโรคราสีชมพู (มีรายละเอียด ใน โรคสำคัญของส้ม ตอนที่ 2) นอกจากโรคที่กล่าวไปแล้วข้างต้นแล้ว โรคที่พบการทำลายพืชตระกูลส้มในเกือบทุกพื้นที่ปลูก และสามารถทำให้ต้นส้มทรุดโทรม ยอดและกิ่งแห้งจากส่วนปลายลงมา และตายในที่สุด คือ <strong>โรคทริสเตซา</strong>  และ <strong>โรคฮวงลองบิงหรือโรคกรีนนิ่ง</strong> ซึ่งจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจในบทความ โรคสำคัญของส้ม ตอนที่ 3 ดังนี้</h4>
<h4><strong>          1.โรคทริสเตซา</strong>  โรคนี้บางครั้งเรียกว่า โรคต้นโทรมใบเหลือง เป็นโรคเกิดจากการทำลายของเชื้อไวรัส ที่มีชื่อเรียกว่า <em>Citrus tristeza virus</em> หรือ <em>CTV</em>  มีรูปร่างเป็นท่อนยาวคด  ยาวประมาณ  2 ,000 นาโนเมตร (nm) และกว้างประมาณ 15 นาโนเมตร  เชื้อไวรัสเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในท่ออาหารของพืช  และรบกวนระบบส่งน้ำและอาหารของพืช</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-3687 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-7-840x562.jpg" alt="" width="440" height="294" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-7-840x562.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-7-768x514.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-7-1600x1070.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-7-272x182.jpg 272w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-7.jpg 1713w" sizes="(max-width: 440px) 100vw, 440px" /></h4>
<h4>          โรคนี้เข้าทำลายส้มได้ทุกชนิดและทุกสายพันธุ์ ทั้ง ส้มโอ ส้มเปลือกล่อน (ส้มเขียวหวานและส้มสายน้ำผึ้ง) ส้มเกลี้ยง มะนาวและมะกรูด ต้นส้มที่เป็นโรคนี้จะมีใบอ่อนที่มีสีเขียวซีดหรือด่าง ใบจะมีอาการด่างเขียวเหลืองเป็นจ้ำๆ  คล้ายขาดธาตุอาหาร ใบบิดเบี้ยว ในใบอ่อนเส้นใบอาจใสกว่าปกติ  เส้นใบมีอาการโปร่งแสงเป็นขีดสั้นๆ (vein clearing)  และมักพบว่าบนใบแก่ของส้มโอ เส้นใบจะนูนหรือแตกเป็นเซลล์แข็ง ๆ (corky vein) ใบส้มจะมีขนาดเล็กลง อาจบิดเบี้ยวผิดปกติ มีการติดผลมากแต่ผลมักหลุดร่วงง่าย ผลมีขนาดเล็ก บริเวณลำต้นหรือกิ่งใหญ่ๆ มีลักษณะไม่เรียบ คล้ายบิดเป็นคลื่นหรือเป็นร่องยาวขนานกับลำต้นหรือกิ่ง และเมื่อเปิดเปลือกออกตรงบริเวณที่เป็นร่อง จะพบว่าเนื้อไม้เป็นร่องเว้าบุ๋มลึกลงไป (stem pitting and stem combing) ต้นส้มที่เป็นโรคจะมีอาการใบเหลือง  ใบมีขนาดเล็กและร่วง  ต้นทรุดโทรม และถ้าเป็นโรคที่มีอาการรุนแรงมากๆ  ต้นส้มมักยืนต้นตายในที่สุด  โรคทริสเตซานี้เกิดระบาดกับมะนาวได้รุนแรงมากกว่าส้มสายพันธุ์อื่นๆ  โดยมีอาการที่สังเกตได้ชัดเจน คือ ใบด่างจ้ำ (leaf mottling) ใบบิดโค้งงอเป็นรูปถ้วย (leaf cupping)</h4>
<p>&nbsp;</p>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3690 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-8-840x444.jpg" alt="" width="812" height="429" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-8-840x444.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-8-768x406.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-8-1600x846.jpg 1600w" sizes="(max-width: 812px) 100vw, 812px" /></h4>
<h4>โรคนี้ระบาดโดยการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งหรือติดตาจากต้นแม่หรือต้นพันธุ์ที่เป็นโรค และมีแมลงพาหะนำโรค คือ เพลี้ยอ่อนส้มสีดำ  (Black Citrus Aphid: <em>Taxoptera citricidus</em> Kirkaldy)</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-3691 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-6-840x378.jpg" alt="" width="753" height="339" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-6-840x378.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-6-768x345.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-6-1600x720.jpg 1600w" sizes="(max-width: 753px) 100vw, 753px" /></h4>
<h4><strong>          สำหรับการควบคุมและการกำจัดโรคนี้  </strong>  มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้</h4>
<h4>          1.คัดเลือกต้นพันธุ์หรือขยายพันธุ์ต้นส้มจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงไม่เป็นโรคหรือเป็นต้นแม่หรือต้นพันธุ์ส้มที่แข็งแรงและผ่านการทดสอบแล้วว่าปราศโรคหรือปลอดโรค</h4>
<h4>          2.ดูแลให้ต้นส้มสมบูรณ์แข็งแรงด้วยการให้ธาตุอาหารและน้ำอย่างเหมาะสมกับความต้องการของต้นส้มแต่ละชนิด ตามระยะการเจริญเติบโตและตามผลของการวิเคราะห์ดิน</h4>
<h4>          3.การใช้ต้นตอมะขวิด  หรือราฟเลมอน  ต้องระมัดระวังอย่างมาก  หากยอดพันธุ์ยังไม่ปราศจากโรคอย่างแท้จริง  จะทำให้โรคระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น</h4>
<h4>          4.ป้องกันและควบคุมกำจัดแมลงพาหะนำโรค ซึ่งได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้มสีดำและเพลี้ยอ่อนชนิดอื่นๆ</h4>
<h4><strong>           2.โรคฮวงลองบิงหรือโรคกรีนนิ่ง </strong>(Huanglongbing Or Greening) โรคนี้อาจมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไป เกษตรกรบางรายอาจเรียกว่า โรคใบแก้ว โรคใบเหลือง โรคต้นโทรม หรือโรคกรีนนิ่ง เป็นต้น โรคนี้แต่เดิมเข้าใจว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อมายโคพลาสมา (Mycoplasma) ต่อมามีรายงานว่าเกิดจากเชื้อสาเหตุที่มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียแกรมลบ เรียกว่า Greening Organism (GO)  แต่ปัจจุบันจะเรียกโรคนี้ว่า  <strong>โรคฮวงลองบิง </strong><strong>(Huanglongbing, HLB)</strong> และสรุปว่าเกิดจากเชื้อ  Citrus Huanglongbing Bacterium ‘<em>Candidatus </em>Liberibacter asiaticus’  ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์ gram-negative, fastidious α-proteobacterium  มีขนาดเล็กโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100 &#8211; 500 นาโนเมตร (nm)  เป็นโรคที่พบระบาดอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ทำความเสียหายรุนแรงอย่างมากและพบในพืชตระกูลส้มเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะกับส้มเปลือกล่อน คือ ส้มเขียวหวานและส้มสายน้ำผึ้ง ทำให้เกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ประสบความเสียหายรุนแรงและล้มเลิกการปลูก   อย่างไรก็ดีพบว่าส้มโอในประเทศไทยเกือบทุกสายพันธุ์ค่อนข้างทนทานต่อโรคนี้  ลักษณะอาการโรคนี้ทั่วไปที่พบ คือ ใบส้มมีขนาดเล็กลง มีสีเหลือง เส้นใบมีสีเขียว ใบชี้ตั้งตรง คล้ายอาการขาดธาตุสังกะสี ปลายกิ่งแห้งตายจากส่วนยอด ต้นส้มให้ผลผลิตลดลง  เนื่องจากผลส้มมักร่วงก่อนกำหนด ผลส้มมีขนาดและคุณภาพลดลง ต้นส้มจะค่อยๆทรุดโทรมและตายในที่สุด</h4>
<h4></h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-3693 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/5-2-840x307.jpg" alt="" width="840" height="307" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/5-2-840x307.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/5-2-768x280.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/5-2-1600x584.jpg 1600w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></h4>
<h4>โรคนี้มีการแพร่ระบาดได้เช่นเดียวกับโรคทริสเตซา คือ เชื้อสาเหตุของโรคติดไปกับกิ่งตอน การติดตาหรือเสียบยอดจากต้นแม่หรือต้นพันธุ์ที่เป็นโรค มีแมลงเป็นพาหะนำโรคในประเทศไทย คือ เพลี้ยกระโดดส้ม</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone wp-image-3692 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/6-2-840x373.jpg" alt="" width="808" height="359" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/6-2-840x373.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/6-2-768x341.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/6-2-1600x711.jpg 1600w" sizes="(max-width: 808px) 100vw, 808px" /></h4>
<h4><strong>          แนวทางการจัดการและป้องกันกำจัดโรค</strong></h4>
<h4>          1.สำหรับสวนส้มปลูกใหม่ จะต้องเลือกกิ่งพันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ ผ่านการทดสอบแล้วว่าปราศจากโรค</h4>
<h4>          2.ป้องกัน ควบคุมและกำจัดแมลงพาหะนำโรค โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดส้ม เมื่อส้มแตกใบอ่อน หรือเริ่มพบการแมลงและการระบาดทำลายโดยเฉพาะในฤดูฝน</h4>
<h4>          3.การเลือกแนวทางในการรักษาโรค ด้วยการใช้สารละลายปฏิชีวนะ ได้แก่ สารแอมพิซิลลิน ฉีดเข้าลำต้น หรือทำลายต้นที่เป็นโรคโดยเผาทิ้ง</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3689 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/7-2-840x560.jpg" alt="" width="641" height="427" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/7-2-840x560.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/7-2-768x512.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/7-2-1600x1067.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/7-2-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 641px) 100vw, 641px" /></h4>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-3/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title></title>
		<link>https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a1-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin Sotus]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jan 2019 10:58:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความเเละงานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสำคัญของส้ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.sotus.co.th/site/?p=3677</guid>

					<description><![CDATA[<p>                    โรคสำคัญของส้ม ที่เข้าทำลายและพบระบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-3677"  class="panel-layout" >
<div id="pg-3677-0"  class="panel-grid panel-no-style" >
<div id="pgc-3677-0-0"  class="panel-grid-cell"  data-weight="1" >
<div id="panel-3677-0-0-0" class="so-panel widget widget_sow-editor panel-first-child panel-last-child" data-index="0" data-style="{&quot;background_image_attachment&quot;:false,&quot;background_display&quot;:&quot;tile&quot;}" >
<div class="so-widget-sow-editor so-widget-sow-editor-base">
<div class="siteorigin-widget-tinymce textwidget">
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone size-medium wp-image-3673 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-4-840x560.jpg" alt="" width="840" height="560" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-4-840x560.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-4-768x512.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-4-1600x1067.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-4-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /><strong>          </strong></h4>
<h4><strong>          โรคสำคัญของส้ม </strong>ที่เข้าทำลายและพบระบาดในแหล่งปลูกส้มทุกแหล่ง ซึ่งได้เขียนไปแล้วในโรคสำคัญของส้ม (ตอนที่ 1) แล้ว ซึ่งได้แก่ โรคแคงเกอร์ โรคใบเปื้อนน้ำหมากหรือโรคเมลาโนส  และ โรครากเน่าและโคนเน่า ยังคงมีโรคสำคัญที่พบระบาดทำลายส้มและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  คือ โรคสแค็บ และโรคผลร่วงหรือโรคขั้วผลเน่า</h4>
<h4><strong>          1.โรคสแค็บหรือโรคแผลสะเก็ด (</strong><strong>Scab)</strong> โรคนี้เกิดจากเชื้อรา (สฟาซีโลมา : <em>Sphaceloma fawcetti</em>) ส้มพันธุ์ต่างประเทศหลายพันธุ์อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุของโรค สำหรับพันธุ์ส้มซึ่งปลูกในประเทศไทย เช่น ส้มโอ ส้มตรา ส้มเขียวหวาน มีความต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุได้ดีพอสมควร  โรคนี้มักพบการเกิดระบาดของโรคบนพันธุ์ส้ม เช่น ส้มจีน เลมอน มะกรูด และพันธุ์ส้มเปรี้ยวบางชนิดที่ปลูกเพื่อใช้เป็นต้นตอ ทั่วไปจะเกิดการระบาดของโรคตั้งแต่ช่วงปลายฤดูหนาวและนานยาวตลอดฤดูฝน  โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ  ปัจจุบันจัดเป็นโรคสำคัญที่พบการระบาดในส้มโอ ส้มตรา ส้มเช้ง  และส้มสายน้ำผึ้ง</h4>
<h4>          อาการของโรคเกิดได้ทั้งบนใบ ผล และกิ่งก้าน โดยเฉพาะบนผลอ่อนของส้มสายน้ำผึ้ง อาการมักรุนแรงและเป็นแผลจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผลส้มสายน้ำผึ้งแตก  โรคนี้สามารถเข้าทำลายใบตั้งแต่ระยะใบอ่อน ทำให้ใบมีสีเหลืองซีดและมีแผลสะเก็ดคล้ายหูดด้านหน้าใบ ใบบุ๋มบิดเบี้ยวเป็นรูปกรวย บนผลอ่อนของส้มโอและผลอ่อนของส้มสายน้ำผึ้งที่ถูกทำลายจะเป็นแผลสะเก็ด ผลอ่อนส้มสายน้ำผึ้งที่มีอายุผลตั้งแต่ 2-2.5เดือน จะอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคมาก แรกเกิดจะเป็นสีเหลืองสีและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในที่สุด แผลนูนฟูคล้ายแผลที่เกิดจากโรคแคงเกอร์  อาจพบการเกิดทำลายของโรคหากปล่อยให้โรคระบาดรุนแรง  ต้นที่เป็นโรคมักทรุดโทรมและแคระแกร็น</h4>
<h4><strong>          การป้องกันกำจัดโรค</strong> เกษตรกรสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดย</h4>
<h4>          1.เลือกกิ่งหรือต้นพันธุ์ที่แข็งแรงและปราศจากโรคมาปลูก</h4>
<h4>          2.ในแต่ละปีควรมีการตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งที่มีหนาม กิ่งบิดไขว้ มีจัดการทรงพุ่มให้โปร่งเพื่อให้แสงแดดส่องได้ถึงภายในทรงพุ่ม และอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก</h4>
<h4>          3.พ่นสารเคมีกำจัดเชื้อราประเภทสารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ <strong>(ฟังกูราน-โอเอช)</strong> คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (โคบ๊อกซ์) อย่างน้อย 1-2 ครั้ง โดยพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ</h4>
<h4>          4.ในระยะผลอ่อนของส้มที่มีความอ่อนแอต่อโรค เกษตรกรต้องสำรวจและตรวจสภาพการเกิดโรคอย่างสม่ำเสมอ และควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคในกลุ่มของคาร์เบนดาซิม <strong>(เบ็นตัส)</strong> โปรปิเน็บ คลอโรทาโลนิล เป็นต้น</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3682 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-6-840x407.jpg" alt="" width="739" height="358" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-6-840x407.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-6-768x372.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-6-1600x775.jpg 1600w" sizes="(max-width: 739px) 100vw, 739px" /></h4>
<h4><strong>            2.โรคผลร่วงหรือโรคขั้วผลเน่า (</strong><strong>Fruit drop disease or Stem end rot)</strong>  ผลส้มโอ ส้มเขียวหวาน รวมถึงส้มสายน้ำผึ้ง  อาจเกิดการร่วงของผลได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อนจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว  สามารถแบ่งช่วงระยะการร่วงของผลส้มได้เป็น 3 ช่วง กล่าวคือ</h4>
<h4>            ระยะเริ่มติดผล (หลังจากดอกบาน) ถึงระยะผลอ่อนอายุ 1-2 เดือน การร่วงของผลอ่อนระยะนี้ มักเกิดจากดอกส้มไม่ได้รับการผสมเกสรหรือมีการผสมเกสรไม่สมบูรณ์  อากาศร้อนจัด ต้นส้มไม่สมบูรณ์  เป็นโรคทริสเตซ่าและ/หรือโรคฮวงลองบิง  ต้นส้มขาดธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และ โบรอน และสาเหตุสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ ต้นส้ม (โดยเฉพาะส้มสายน้ำผึ้ง) มีการผลิแตกใบอ่อนรุ่นใหม่จำนวนมากหลังจากการติดผลอ่อน (ที่ผลมีอายุน้อยกว่า 2 เดือน)</h4>
<h4>            ระยะผลอ่อนอายุ 4-6 เดือน (หลังดอกบานหรือติดผล) ผลส้มที่เกิดการร่วงในระยะนี้มักเกิดจากผลส้มเกิดจากดอกที่มีการผสมเกสรไม่สมบูรณ์และผลมีลักษณะเบี้ยว  สภาพต้นส้มมีผลบนต้นจำนวนมากเกินไป (เกินกำลังของต้น) ต้นส้มเป็นโรคทริสเตซ่า และ/หรือโรคฮวงลองบิง (หรือเรียกว่าโรคกรีนนิ่ง) ต้นส้มมีอาการขาดธาตุรองและจุลธาตุ เช่น แมกนีเซี่ยมสังกะสี</h4>
<h4>            ระยะผลเติบโตเต็มที่และเริ่มแก่พร้อมการเก็บเกี่ยว (ก่อนการเก็บเกี่ยว 1-2 เดือน)  การร่วงของผลส้มในระยะนี้ บางครั้งเรียกว่า “โรคผลร่วง” หรือ “โรคราขั้วผลเน่า”  โรคนี้เกิดจากเชื้อราหลายชนิด เช่น  <em>Cooletotrichum gloeosporioides</em>, <em>Sphaceloma fawcetti</em>, <em>Botryodiplodia</em> sp. <em>Diplodia</em> sp.,  <em>Phomopsis</em> sp., <em>Fusarium</em> sp. และ <em>Phytophthora parasitica</em>  โรคนี้พบว่าเกิดระบาดมากในสวนส้มที่รกทึบขาดการดูแลโดยเฉพาะเรื่องการตัดแต่ง กิ่งไขว้ซ้อนกัน มีกิ่งแห้งมาก ต้นส้มขาดธาตุอาหาร ต้นส้มที่ดินแน่น ชื้นแฉะ และมีน้ำท่วมรากตลอดเวลา สภาพในลักษณะดังกล่าวจะส่งเสริมให้เชื้อราก่อโรคได้ง่ายและรุนแรง</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3683 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-7-840x441.jpg" alt="" width="697" height="366" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-7-840x441.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-7-768x404.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-7-1600x841.jpg 1600w" sizes="(max-width: 697px) 100vw, 697px" /></p>
<h4><strong>            การป้องกันกำจัดโรค</strong></h4>
<h4>            1.การดูแลปฏิบัติให้สภาพของต้นส้มสมบูรณ์แข็งแรง ตัดแต่งทรงพุ่มไม่ให้รกทึบ โดยเฉพาะกิ่งแห้งและกิ่งที่เป็นโรค</h4>
<h4>            2.จัดการทรงพุ่มและการค้ำกิ่งที่ดี และเป็นระเบียบ ระวังการฉีกหักและทับซ้อนของกิ่ง</h4>
<h4>            3.ในฤดูฝน ควรมีการกำจัดวัชพืชบริเวณทรงพุ่ม อย่าปล่อยให้รกทึบมาก ระวังอย่าให้น้ำท่วมบริเวณโคนต้นและทรงพุ่ม</h4>
<h4>            4.ในสภาพแปลงปลูกที่พบการระบาดของโรคยางไหล (และโรครากเน่าโคนเน่า)  โรคเมลาโนสหรือเปื้อนน้ำหมาก โรคแอนแทรคโนสหรือกิ่งแห้ง มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคขั้วผลเน่ามาก จึงมีความจำเป็นที่ต้องควบคุมจัดการโรคดังกล่าว</h4>
<h4>            5.พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น สารประกอบคอปเปอร์ แมนโคเซบ บ้างเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในฤดูฝน และ เมื่อผลส้มมีอายุ 6-8 เดือน</h4>
<h4>            6.หากเริ่มพบการเกิดและระบาดของโรค ให้พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อโรค เช่น คาร์เบนดาซิม <strong>(เบ็นตัส)</strong> แมนโคเซบ <strong>(ไดเทน เอ็นที เอ็ม-45)</strong> คลอโรทาโลนิล ไธอะเบนดาโซล โปรปิเนบ เป็นต้น ในอัตราแนะนำของสารแต่ละชนิด อย่างน้อย 7-10 วัน/ครั้ง  2-3 ครั้งติดต่อกัน</h4>
<h4><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3684 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-5-840x306.jpg" alt="" width="802" height="292" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-5-840x306.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-5-768x280.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-5-1600x583.jpg 1600w" sizes="(max-width: 802px) 100vw, 802px" /></h4>
<h4><strong>             3.โรคราสีชมพู (</strong><strong>Pink disease)</strong> โรคราสีชมพูเกิดจากการทำลายของเชื้อรา (คอร์ติเซียม : <em>Corticium  salmonicolor ) </em> โรคนี้พบบนต้นไม้ผลและไม้ยืนต้นหลายชนิด เช่น ทุเรียน ลำไย ลองกอง กาแฟ ยางพารา และเป็นกับส้มหลายชนิด เช่น  ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ส้มสายน้ำผึ้ง มะนาว เม็กซิกันไลม์ และพันธุ์ส้มที่นำมาจากต่างประเทศหลายพันธุ์  เชื้อราสาเหตุของโรคเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นสูง สร้างสปอร์ที่ปลิวแพร่กระจายไปกับลม ติดไปกับดินหรือส่วนของกิ่งและต้นพันธุ์ได้ โรคนี้สามารถพบได้เสมอ ๆ ตลอดปีแต่มักพบระบาดรุนแรงในปลายฤดูฝนและตลอดฤดูหนาว  ในแปลงปลูกส้มที่มีความชื้นค่อนข้างสูง ต้นที่ทรงพุ่มรกทึบ ขาดการดูแลตัดแต่งและการจัดทรงพุ่ม และแปลงปลูกมีวัชพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่น</h4>
<h4>             ลักษณะอาการ : เชื้อราอาศัยและทำลายบนส่วนเปลือกของลำต้นหรือกิ่งส้ม มักเกิดกับกิ่งกลางลำต้นเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มเป็นโรคจะมีอาการใบเหลือง เหี่ยว และร่วงง่าย คล้ายกับอาการซึ่งเกิดเนื่องจากโรคยางไหลหรือรากเน่าโคนเน่าหรือเกิดจากแมลงเจาะทำลายกิ่งหรือลำต้น  จะพบเชื้อราสีชมพูอยู่บนเปลือกมองดูคล้ายกับการทาป้ายด้วยปูนแดงหรือปูนกินหมาก  หากเฉือนเปลือกดูจะพบว่าเปลือกช้ำเป็นสีน้ำตาลดำ ด้านในของเปลือกมีจุดขนาดเล็ก ๆ ฉ่ำน้ำ หรืออาจลุกลามเป็นแผลใหญ่ เชื้อราอาจลุกลามจากลำต้นหรือกิ่งที่เป็นโรคไปสู่กิ่งอื่นๆ ทำให้เกิดอาการแห้งตายของกิ่งหรือลำต้น</h4>
<h4>          <strong>  การป้องกันกำจัด</strong></h4>
<h4>            1.ดูแลปฏิบัติสภาพแปลงปลูกและต้นส้มให้เหมาะสม เช่นการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง แสงแดดส่องได้ทั่วถึง ทรงพุ่มไม่แน่นทึบ</h4>
<h4>            2.บำรุงรักษาต้นส้มให้สมบูรณ์แข็งแรง ด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ธาตุอาหารรอง ที่เหมาะสมกับความต้องการของต้นส้ม ในระยะการเจริญเติบโตของต้นส้ม ชนิดและสภาพของดินปลูก และผลการวิเคราะห์ดิน</h4>
<h4>            3.ตัดแต่งกิ่งหรือส่วนที่เป็นโรคโดยการนำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณของเชื้อสาเหตุ</h4>
<h4>            4.พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น สารประกอบคอปเปอร์ (ฟังกูราน-โอเอช) แมนโคเซบ (ไดเทน เอ็นที เอ็ม-45) ในอัตราแนะนำของสารแต่ละชนิด</h4>
<h4></h4>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-2/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title></title>
		<link>https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a1-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588-1</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin Sotus]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Jan 2019 15:09:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความเเละงานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสำคัญของส้ม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.sotus.co.th/site/?p=3641</guid>

					<description><![CDATA[<p>          การทำลายของศัตรูพืชที่สำคัญทำให้เกิดความเสียห [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-3641"  class="panel-layout" >
<div id="pg-3641-0"  class="panel-grid panel-no-style" >
<div id="pgc-3641-0-0"  class="panel-grid-cell"  data-weight="1" >
<div id="panel-3641-0-0-0" class="so-panel widget widget_sow-editor panel-first-child panel-last-child" data-index="0" data-style="{&quot;background_image_attachment&quot;:false,&quot;background_display&quot;:&quot;tile&quot;}" >
<div class="so-widget-sow-editor so-widget-sow-editor-base">
<div class="siteorigin-widget-tinymce textwidget">
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-3643 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-3-840x560.jpg" alt="" width="812" height="541" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-3-840x560.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-3-768x512.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-3-1600x1067.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/1-3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 812px) 100vw, 812px" /></p>
<h4>          การทำลายของศัตรูพืชที่สำคัญทำให้เกิดความเสียหายต่อการปลูกส้ม และผลผลิตของส้มทุกชนิด ได้แก่ แมลง ไรศัตรูส้ม และโรคพืช ในปีหนึ่งๆทำให้เกิดอาการผิดปกติของต้นส้มและส่วนต่างๆ หรือเกิดการเจริญเติบโตผิดปกติและอาจทำให้ต้นส้มตายได้ นอกเหนือจากความเสียหายแล้ว</h4>
<h4>          ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความรู้จักกับศัตรูพืชเหล่านี้  บทความนี้ขอแนะนำโรคสำคัญของส้มที่ระบาดทำลายในแหล่งปลูกส้มต่าง ๆ ได้แก่ โรคแคงเกอร์ โรครากเน่าและโคนเน่า โรคใบเปื้อนน้ำหมากหรือโรคเมลาโนส</h4>
<h4><strong>          1. โรคแคงเกอร์</strong> เป็นโรคซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย <em>Xanthomonas campestris </em>pv<em>. citri</em> มักพบการระบาดในระยะที่ส้มแตกหรือผลิใบอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีการระบาดมากและรุนแรงในฤดูฝน คือประมาณเดือนมิถุนายน จนถึงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน แต่อาจจะพบโรคนี้ได้ประปรายในช่วงเวลาอื่นๆ บริเวณที่พบโรคนี้มากได้แก่สวนที่ค่อนข้างรกทึบ มีการระบาดของหนอนชอนใบมาก หรืออาจพบในสวนส้มที่ปลูกในพื้นที่โล่งแจ้งไม่มีต้นไม้ใหญ่ล้อมสวนก็ได้ นอกจากนี้ยังพบมากในสวนส้มที่มีการปลูกมะนาวหรือมะกรูดไว้ตามคันล้อมอีกด้วย</h4>
<h4><strong>          การป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์สามารถปฏิบัติได้โดย</strong></h4>
<h4>          1. ปลูกไม้ยืนต้น เช่น ไม้ผลชนิดต่างๆ สน กระถินเทพา หรือไม้โตเร็วอื่นๆ ล้อมรอบสวนหรือแปลงปลูกเพื่อเป็นแนวกำบังลม</h4>
<h4>          2. ไม่ควรปลูกมะนาวหรือมะกรูดในแปลงปลูกส้มเขียวหวานหรือส้มโอ เพราะมะนาวและมะกรูดเป็นส้มพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์ และมักเป็นแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุของโรค</h4>
<h4>           3. ป้องกันกำจัดหนอนชอนใบส้ม ซึ่งส่งเสริมการแพร่ระบาดของโรค</h4>
<h4>           4. โรคแคงเกอร์สามารถป้องกันได้โดยการใช้สารประกอบของทองแดง  เช่น  คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (ฟังกูราน-โอเอช) หรือคอปเปอร์ในรูปของบอร์โดมิกซ์เจอร์ (จุนสีผสมกับปูนขาว ในอัตรา ๖๐-๘๐ กรัม ต่อ ๘๐-๑๐๐ กรัม ละลายในน้ำ ๒๐ ลิตร) หรือคิวปริกไฮดร็อกไซด์ ในอัตรา ๑๐-๒๐ กรัมผสมน้ำ ๒๐ ลิตร   ฉีดพ่นในระยะส้มแตกใบอ่อน หรือในช่วงระยะเวลาต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคมหรือเดือนพฤศจิกายน   ฉีดพ่นประมาณ ๑๐-๑๕ วัน/ครั้ง เพื่อป้องกันโรค  และ ๕-๗ วัน/ครั้ง ๒-๓ ครั้งติดต่อกันเพื่อควบคุมรักษาโรค</h4>
<h4><b>            </b>5. หากมีการระบาดของโรคแคงเกอร์รุนแรงมากจนการใช้สารประกอบของทองแดงหรือคอปเปอร์ไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องใช้สารปฏิชีวนะประเภทสเตรปโตมัยซิน โดยใช้ในอัตรา ๓๐๐–๕๐๐ ส่วนในล้านส่วน (พีพีเอ็ม)  ฉีดพ่นประมาณ ๗–๑๐ วัน/ครั้ง พ่น ๒ – ๓ ครั้งติดต่อกัน แต่การใช้สารปฏิชีวนะมีข้อจำกัดและข้อต้องระมัดระวังมาก ในสภาพปกติทั่วไปไม่แนะนำให้เกษตรกรใช้</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-3647 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-4-840x738.jpg" alt="" width="561" height="493" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-4-840x738.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-4-768x674.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-4-1600x1405.jpg 1600w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/2-4.jpg 1722w" sizes="(max-width: 561px) 100vw, 561px" /></p>
<h4><strong>          2. โรคเมลาโนส</strong> หรือโรคราน้ำหมาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา <em>Cercospora citri</em> พบระบาดมากในฤดูแล้งหรือราวเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน โรคนี้มักเกิดกับใบที่เริ่มเพสลาด โดยเกิดตุ่มคล้ายกระดาษทรายน้ำหรือรอยเปื้อนคล้ายน้ำหมากบนใบโดยเฉพาะด้านใต้ใบ และอาจเกิดกับกิ่งโดยทำให้แห้งตายจากปลายกิ่งได้ โรคเมลาโนสมี ๒ ชนิด คือ โรคทรูเมาลาโนส และ โรคกรีซซี่เมลาโนส</h4>
<h4>        <strong> การป้องกันกำจัดโรคเมลาโนสสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้ โดย</strong></h4>
<h4>         1. ตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มของต้นส้มไม่ให้รกทึบ</h4>
<h4>         2. หากพบโรคในระยะแรกเริ่มและไม่มีการระบาดมาก ควรรีบตัดกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลาย ฉีดสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ซีเนบ มาเนบ หรือ แมนโคเซบ (ไดเทน เอ็นที เอ็ม-45) เพื่อป้องกันการระบาดของโรค</h4>
<h4>         3. ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรค  ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา โปรปิเนบ  คลอโรทาโลนิล หรือ คาร์เบดาซิม (เบ็นตัส หรือ เบ็นตัส เอสซี) พ่นประมาณ ๗–๑๐ วัน/ครั้ง   ๒-๓ ครั้งติดต่อกัน</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="wp-image-3648 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-5-840x261.jpg" alt="" width="805" height="250" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-5-840x261.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-5-768x239.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/3-5-1600x498.jpg 1600w" sizes="(max-width: 805px) 100vw, 805px" /></p>
<h4><strong>          3. โรครากเน่าและโคนเน่า</strong>  จัดเป็นโรคที่รุนแรงมากอย่างหนึ่งสำหรับการปลูกส้ม เกิดจากการทำลายของเชื้อรา <em>Phytophthora parasitica</em> ทำให้เกิดอาการแผลเน่าสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดงบริเวณโคนต้น กิ่งและรากของต้นส้ม อาจพบอาการยางไหลจากแผลบริเวณโคนต้น ต้นส้มที่เป็นโรคมักมีสภาพทรุดโทรมไม่สมบูรณ์แข็งแรง มีการแตกใบน้อย ใบมักมีสีเหลืองซีด ต้นที่เป็นโรครุนแรงจะมีอาการคล้ายการขาดน้ำ มักระบาดรุนแรงมากกับต้นส้มที่ปลูกในดินเปรี้ยว</h4>
<h4>         <strong> การป้องกันกำจัดโรครากเน่าและโคนเน่า สามารถปฏิบัติได้ โดย</strong></h4>
<h4>          1. การใช้พันธุ์ส้มที่มีความต้านทานหรือทนต่อโรคและการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุเป็นต้นตอ เช่น  ทรอยเยอร์ (Troyer) คาริโซ (Carizo) ไตรโฟลีอาต้า (Trifoliata)  ซี-35 (C-35) สำหรับการติดตาด้วยยอดพันธุ์ดีหรือพันธุ์ที่ต้องการ</h4>
<h4>           2. การปรับปรุงคุณภาพของดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการใช้อินทรียวัตถุ และปรับความเปรี้ยวของดินโดยการใช้วัสดุประเภทปูนที่ใช้ทางการเกษตร เช่น ปูนมาร์ล ปูนโดโลไมต์</h4>
<h4>           3. ดินที่ปลูกส้มต้องมีการระบายน้ำดี  ไม่มีสภาพขังน้ำ บริเวณโคนต้นส้มต้องมีลักษณะเป็นเนินไม่เป็นแอ่ง ทรงพุ่มและภายในเรือนพุ่มต้นส้มต้องไม่รกทึบ เพื่อให้อากาศและแสงแดดผ่านได้สะดวก</h4>
<h4>           4. หากพบแผลของโรคที่บริเวณโคนต้นส้ม ให้ถากเปลือกลำต้นที่เป็นแผลออกและทาแผลด้วยสารละลายของสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บอร์โดมิกซ์เจอร์ โฟซีธิล อัล หรือ ฟอสฟอรัสแอซิด (อามิโก้) หรือ เมทาแลคซิล (โซแลกซิล) หรือ สารแมนโคเซบ+วาลิฟีโนเลท (เอสโตเคด)</h4>
<h4>           5. ในฤดูฝนควรป้องกันและควบคุมเชื้อราโรครากเน่าและโคนเน่า โดยการพ่นหรือราดดินด้วย ฟอสฟอรัสแอซิด (อามิโก้)  อย่างน้อย ๒ ครั้ง ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน</h4>
<h4>           6. การใช้จุลินทรีย์ควบคุมและป้องกันโรค ได้แก่ การใช้เชื้อราปฏิปักษ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา (<em>Trichoderma</em> sp.) โรยดินบริเวณทรงพุ่มหรือผสมน้ำสำหรับการพ่นทางใบเพื่อควบคุมและกำจัดเชื้อราสาเหตุของโรค</h4>
<p><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-3649 aligncenter" src="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-3-840x277.jpg" alt="" width="840" height="277" srcset="https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-3-840x277.jpg 840w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-3-768x254.jpg 768w, https://www.sotus.co.th/site/wp-content/uploads/2019/01/4-3-1600x528.jpg 1600w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1/"></a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.sotus.co.th/site">บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
