โรคสำคัญของส้ม ที่เข้าทำลายและพบระบาดในแหล่งปลูกส้มทุกแหล่ง ซึ่งได้เขียนไปแล้วในโรคสำคัญของส้ม (ตอนที่ 1) แล้ว ซึ่งได้แก่ โรคแคงเกอร์ โรคใบเปื้อนน้ำหมากหรือโรคเมลาโนส และ โรครากเน่าและโคนเน่า ยังคงมีโรคสำคัญที่พบระบาดทำลายส้มและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ โรคสแค็บ และโรคผลร่วงหรือโรคขั้วผลเน่า
1.โรคสแค็บหรือโรคแผลสะเก็ด (Scab) โรคนี้เกิดจากเชื้อรา (สฟาซีโลมา : Sphaceloma fawcetti) ส้มพันธุ์ต่างประเทศหลายพันธุ์อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุของโรค สำหรับพันธุ์ส้มซึ่งปลูกในประเทศไทย เช่น ส้มโอ ส้มตรา ส้มเขียวหวาน มีความต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุได้ดีพอสมควร โรคนี้มักพบการเกิดระบาดของโรคบนพันธุ์ส้ม เช่น ส้มจีน เลมอน มะกรูด และพันธุ์ส้มเปรี้ยวบางชนิดที่ปลูกเพื่อใช้เป็นต้นตอ ทั่วไปจะเกิดการระบาดของโรคตั้งแต่ช่วงปลายฤดูหนาวและนานยาวตลอดฤดูฝน โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ปัจจุบันจัดเป็นโรคสำคัญที่พบการระบาดในส้มโอ ส้มตรา ส้มเช้ง และส้มสายน้ำผึ้ง
อาการของโรคเกิดได้ทั้งบนใบ ผล และกิ่งก้าน โดยเฉพาะบนผลอ่อนของส้มสายน้ำผึ้ง อาการมักรุนแรงและเป็นแผลจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผลส้มสายน้ำผึ้งแตก โรคนี้สามารถเข้าทำลายใบตั้งแต่ระยะใบอ่อน ทำให้ใบมีสีเหลืองซีดและมีแผลสะเก็ดคล้ายหูดด้านหน้าใบ ใบบุ๋มบิดเบี้ยวเป็นรูปกรวย บนผลอ่อนของส้มโอและผลอ่อนของส้มสายน้ำผึ้งที่ถูกทำลายจะเป็นแผลสะเก็ด ผลอ่อนส้มสายน้ำผึ้งที่มีอายุผลตั้งแต่ 2-2.5เดือน จะอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคมาก แรกเกิดจะเป็นสีเหลืองสีและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในที่สุด แผลนูนฟูคล้ายแผลที่เกิดจากโรคแคงเกอร์ อาจพบการเกิดทำลายของโรคหากปล่อยให้โรคระบาดรุนแรง ต้นที่เป็นโรคมักทรุดโทรมและแคระแกร็น
การป้องกันกำจัดโรค เกษตรกรสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดย
1.เลือกกิ่งหรือต้นพันธุ์ที่แข็งแรงและปราศจากโรคมาปลูก
2.ในแต่ละปีควรมีการตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งที่มีหนาม กิ่งบิดไขว้ มีจัดการทรงพุ่มให้โปร่งเพื่อให้แสงแดดส่องได้ถึงภายในทรงพุ่ม และอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก
3.พ่นสารเคมีกำจัดเชื้อราประเภทสารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (ฟังกูราน-โอเอช) คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (โคบ๊อกซ์) อย่างน้อย 1-2 ครั้ง โดยพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
4.ในระยะผลอ่อนของส้มที่มีความอ่อนแอต่อโรค เกษตรกรต้องสำรวจและตรวจสภาพการเกิดโรคอย่างสม่ำเสมอ และควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคในกลุ่มของคาร์เบนดาซิม (เบ็นตัส) โปรปิเน็บ คลอโรทาโลนิล เป็นต้น
2.โรคผลร่วงหรือโรคขั้วผลเน่า (Fruit drop disease or Stem end rot) ผลส้มโอ ส้มเขียวหวาน รวมถึงส้มสายน้ำผึ้ง อาจเกิดการร่วงของผลได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อนจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว สามารถแบ่งช่วงระยะการร่วงของผลส้มได้เป็น 3 ช่วง กล่าวคือ
ระยะเริ่มติดผล (หลังจากดอกบาน) ถึงระยะผลอ่อนอายุ 1-2 เดือน การร่วงของผลอ่อนระยะนี้ มักเกิดจากดอกส้มไม่ได้รับการผสมเกสรหรือมีการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ อากาศร้อนจัด ต้นส้มไม่สมบูรณ์ เป็นโรคทริสเตซ่าและ/หรือโรคฮวงลองบิง ต้นส้มขาดธาตุอาหารรอง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และ โบรอน และสาเหตุสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ ต้นส้ม (โดยเฉพาะส้มสายน้ำผึ้ง) มีการผลิแตกใบอ่อนรุ่นใหม่จำนวนมากหลังจากการติดผลอ่อน (ที่ผลมีอายุน้อยกว่า 2 เดือน)
ระยะผลอ่อนอายุ 4-6 เดือน (หลังดอกบานหรือติดผล) ผลส้มที่เกิดการร่วงในระยะนี้มักเกิดจากผลส้มเกิดจากดอกที่มีการผสมเกสรไม่สมบูรณ์และผลมีลักษณะเบี้ยว สภาพต้นส้มมีผลบนต้นจำนวนมากเกินไป (เกินกำลังของต้น) ต้นส้มเป็นโรคทริสเตซ่า และ/หรือโรคฮวงลองบิง (หรือเรียกว่าโรคกรีนนิ่ง) ต้นส้มมีอาการขาดธาตุรองและจุลธาตุ เช่น แมกนีเซี่ยมสังกะสี
ระยะผลเติบโตเต็มที่และเริ่มแก่พร้อมการเก็บเกี่ยว (ก่อนการเก็บเกี่ยว 1-2 เดือน) การร่วงของผลส้มในระยะนี้ บางครั้งเรียกว่า “โรคผลร่วง” หรือ “โรคราขั้วผลเน่า” โรคนี้เกิดจากเชื้อราหลายชนิด เช่น Cooletotrichum gloeosporioides, Sphaceloma fawcetti, Botryodiplodia sp. Diplodia sp., Phomopsis sp., Fusarium sp. และ Phytophthora parasitica โรคนี้พบว่าเกิดระบาดมากในสวนส้มที่รกทึบขาดการดูแลโดยเฉพาะเรื่องการตัดแต่ง กิ่งไขว้ซ้อนกัน มีกิ่งแห้งมาก ต้นส้มขาดธาตุอาหาร ต้นส้มที่ดินแน่น ชื้นแฉะ และมีน้ำท่วมรากตลอดเวลา สภาพในลักษณะดังกล่าวจะส่งเสริมให้เชื้อราก่อโรคได้ง่ายและรุนแรง



