คุณยรรยง ประเทืองวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท โซตัสฯ ได้รับรางวัล “ผู้นำผู้มีวิสัยทัศน์ แห่งปี 2026”….

          คณะผู้บริหาร และ พนักงาน บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือ ขอแสดงความยินดีด้วยความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ในโอกาสที่ คุณยรรยง ประเทืองวงศ์ ประธานกรรมการ ของ บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ รางวัล “ ผู้นำผู้มีวิสัยทัศน์ แห่งปี 2026” ( AgriBusiness Global Visionary Leader Award Winner in 2026 ) ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลก จัดตั้งและมอบโดย AgriBusiness Global บริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ และแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตรซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วโลก และยังเป็นผู้จัดงานประชุมชั้นนำระดับโลกในแวดวงอุตสาหกรรมนี้  มีบริษัทแม่ ชื่อ Meister Media Worldwide องค์กรสื่ออุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา มุ่งเน้นการให้บริการข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์ตลาด และแนวโน้มเทคโนโลยีเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่ยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ให้แก่บริษัทชั้นนำในห่วงโซ่อุปทานการเกษตรทั่วโลก

         AgriBusiness Global ได้จัดตั้งรางวัลชื่อ “ผู้นำผู้มีวิสัยทัศน์ แห่งปี 2026” (AgriBusiness Global Visionary Leader Award Winner in 2026)   โดยได้เปิดโอกาสให้ผู้นำขององค์กรภาคเอกชนอุตสาหกรรมการเกษตรจากทั่วโลกได้ส่งประวัติโดยย่อ และตอบคำถามเชิงลึกที่แสดงถึงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งนำพาองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีการดำรงอยู่และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้คัดเลือกผู้ชนะรางวัล เพียง 20 ท่าน จากทั่วโลก ซึ่ง คุณยรรยง ประเทืองวงศ์  ได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งให้เป็น 1 ในจำนวนผู้นำจากทั่วโลก 20 ท่าน ที่ได้รับการคัดเลือกและตัดสินให้เป็นผู้ชนะ และได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจนี้ ด้วยปรัชญาในการบริหาร ที่แสดงถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ไม่ใช่เพียงมองถึงความสำเร็จในระยะสั้น แต่เน้นการสร้างรากฐานที่มั่นคง การปรับตัวเท่าทันเพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ตามปรัชญาการบริหารที่คุณยรรยงได้ให้ไว้กับ AgriBusiness Global  ว่า 

“การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนให้ได้มากที่สุด เป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความอยู่รอด ผมยึดมั่นในปรัชญานี้ ทั้งในการบริหารชีวิตส่วนตัว และการบริหารธุรกิจ”

 

 

สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารได้ที่...

♦  บทสัมภาษณ์ คุณยรรยง ประเทืองวงศ์  ♦

Q1 : ท่านนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาบริษัทอย่างไร และในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ท่านเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

       ผมเชื่อเสมอว่า เราไม่ควรนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งใหม่ที่ทันสมัย แต่ควรนำมาใช้เพราะว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้แก่เกษตรกร เสริมความแข็งแกร่งให้องค์กร และเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับอนาคต ปรัชญาในการทำงานของผมคือ การนำเทคโนโลยีล่าสุดเข้ามาใช้ในธุรกิจอารักขาพืชของประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมเหล่านั้นสามารถนำไปใช้งานได้จริง  และสามารถเข้าถึงกลุ่มคนซึ่งจะได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมนั้นจริง

       สำหรับบริษัท โซตัสฯ เทคโนโลยีเริ่มต้นที่ "วิธีคิด" เรามองหาหนทางที่ดีขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์  เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต สร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่สามารถมองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจน และพัฒนาการบริการให้กับลูกค้า  เป็นเวลามากกว่า 10 ปีมาแล้ว ที่โซตัสฯ เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ในธุรกิจเคมีเกษตรที่นำระบบ SAP ERP มาใช้  ซึ่งนับเป็นก้าวที่กล้าหาญมากในช่วงเวลานั้น  แต่ผมเชื่อมั่นว่าระบบดิจิทัลจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตได้  การตัดสินใจครั้งนั้นช่วยทำให้การวางแผนการผลิต การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การควบคุมคุณภาพ และระเบียบวินัยในการปฏิบัติการในภาพรวมของ บริษัท โซตัสฯ เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือได้สร้างรากฐานที่มั่นคงมากขึ้นที่จะทำให้บริษัท โซตัสฯ ขยายตัวและเติบโตได้ด้วยความมั่นใจ

       ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมยังได้เรียนรู้ว่า ความเป็นผู้นำที่แท้จริงไม่ได้ถูกพิสูจน์ในช่วงเวลาที่ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ถูกพิสูจน์ในยามที่ธุรกิจต้องประสบกับความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ ความท้าทายที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะบีบให้เราต้องคิดให้ต่าง ก้าวให้เร็วขึ้น และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม  ในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านกันมากขึ้น เราไม่ได้มองเห็นเพียงว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา แต่เรามองว่ามันยังเป็นโอกาสให้กับเราด้วย เรารับมือกับปัญหานี้โดยการขยายผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและผลิตภัณฑ์อารักขาพืชเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการในรูปแบบใหม่ ซึ่งกำลังจะเติบโตขึ้น ช่วงเวลาโควิด ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน กลายเป็นช่วงเลาของนวัตกรรมและความหลากหลายทางธุรกิจสำหรับบริษัท โซตัสฯ

       ผมพยายามที่จะใช้หลักการต่อไปนี้ในการบริหารบริษัท โซตัสฯ เสมอมา นั่นคือ เปิดรับความเปลี่ยนแปลง  ลงมือดำเนินการอย่างแน่วแน่และทันท่วงที  และเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเพื่อการเติบโตขององค์กรในระยะยาว ซึ่งเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญสำหรับการเดินทางไปยังเป้าหมายนี้  แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความตั้งใจในการที่จะปรับตัว และความตั้งใจในการที่จะเรียนรู้ เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งนำพาให้บริษัท โซตัสฯ ก้าวต่อไปข้างหน้าได้

Q2 : คุณสังเกตเห็นว่าาแนวโน้มธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรได้บ้างสามประการ ใน ปี พ.ศ.2569 ซึ่งบริษัทควรต้องให้ความใส่ใจ  และคุณมีคำแนะนำในการรับมือหรือปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มเหล่านี้อย่างไร

        ในปี พ.ศ.2569 ผมมองว่าอุตสาหกรรมอารักขาพืชกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องคิดให้ไกลกว่าเรื่องของผลิตภัณฑ์ และหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ในเรื่องแนวทางแก้ปัญหาแบบครบวงจร ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่เกษตรกร

        แนวโน้มแรก คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดยเฉพาะสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เกษตรกร หน่วยงานกำกับดูแล และตลาด ต่างก็ให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องความยั่งยืน ความปลอดภัยของผลผลิต และการทำเกษตรกรรมด้วยความรับผิดชอบ ชีวภัณฑ์จะเข้ามามีส่วนสำคัญมากขึ้นสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชในรูปแบบใหม่ โดยไม่ได้เป็นในลักษณะของการทดแทนผลิตภัณฑ์อารักขาพืชแบบเดิม แต่เป็นแนวทางเสริมและเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในการแก้ไขเรื่องการใช้งานผลิตภัณฑ์อารักขาพืช  สำหรับบริษัท โซตัสฯ เราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชไปเมื่อปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับจากเกษตรกรไทยดีเกินคาด สิ่งนี้เป็นการยืนยันความคิดของผมที่ว่า "อนาคตของธุรกิจอารักขาพืชจะมีความสมดุล มีความยั่งยืน และมีความหลากหลายมากขึ้น"

       แนวโน้มที่สอง คือการเติบโตของการเกษตรสมัยใหม่ และการใช้ปัจจัยการผลิตที่ชาญฉลาดขึ้น ปัจจุบัน เกษตรกรต้องเผชิญกับความกดดันในการเพิ่มประสิทธิภาพ และการลดความสูญเสียต่อผลผลิต และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุมมากขึ้น  ดังนั้น เทคโนโลยีซึ่งจะเข้ามาช่วยให้สามารถทำเวลาได้ดีขึ้น การใช้งานที่มีความแม่นยำมากขึ้น และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะมีความสำคัญมากขึ้น อนาคตจะเป็นของบริษัทที่สามารถรักษาคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้โดยการใช้ความรู้ ข้อมูล และแปลงเพาะปลูกที่สามารถให้ข้อมูลได้จริง

        แนวโน้มที่สาม คือผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของสภาพอากาศที่แปรปรวน สภาพอากาศที่ไม่อาจคาดเดาได้ และปัญหาโรคพืชที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จะทำให้การทำเกษตรกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา  ในขณะเดียวกัน จะมีการสร้างมาตรฐานระดับสากลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในการกำกับดูแลเรื่องการจัดการสารตกค้าง และความปลอดภัยของผู้บริโภค นั่นหมายความว่า บริษัทอารักขาพืชต้องยกระดับตัวเองจากการเป็นเพียงผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจของเกษตรกร ซึ่งพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรในการบริหารจัดการความเสี่ยง การเพิ่มผลผลิต และการทำการเกษตรอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น

       ผมมีคำแนะนำสองข้อดังนี้นะครับ ข้อแรก คือการลงทุนในนวัตกรรมอย่างมีวิสัยทัศน์และสมดุล บริษัทไม่ควรพึ่งพาแนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผสมผสานเคมีเกษตรแบบดั้งเดิม สารชีวภัณฑ์ทางเลือก และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ในลักษณะที่สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมของการทำเกษตรกรรมจริง

        ข้อที่สอง คือการอยู่เคียงข้างและใกล้ชิดกับเกษตรกร ในอุตสาหกรรมของเรา ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแปลงเพาะปลูก การให้ข้อมูลทางเทคนิคที่ถูกต้องแม่นยำ และการสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องให้กับเกษตรกร  เกษตรกรไม่ได้กำลังมองหาแค่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่พวกเขากำลังมองหาพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและสามารถพึ่งพาได้ ซึ่งจะช่วยนำพาให้พวกเขาทำเกษตรกรรมได้ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

       ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผมเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจเคมีเกษตรเป็นของบริษัทที่สามารถนำนวัตกรรมมาผสมผสานเข้ากับความรับผิดชอบ และสามารถก้าวต่อไปได้ ด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริงในสังคมเกษตรกรรม นี่เป็นทิศทางที่บริษัท โซตัสฯ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อไปครับ

 


อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่...

Spotlight on the 2026 AgriBusiness Global Visionary Award Winners (Part 3)